ที.เจ.ซี .รับรางวัล “รัษฎากรพิพัฒน์” ปี 54
บริษัท ที.เจ.ซี เคมี จำกัด รับรางวัล “รัษฎากรพิพัฒน์” ปี 54  

        เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 บริษัท ที.เจ.ซี.เคมี จำกัด ได้รับรางวัล "รัษฎากรพิพัฒน์" ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลแห่งผู้มีจิตสำนึกในหน้าที่ผู้เสียภาษีที่ดี โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้มอบ ให้กับ นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท ที.เจ.ซี.เคมี จำกัด รางวัล "รัษฎากรพิพัฒน์" เป็นรางวัลของรัฐบาลโดยกรมสรรพากรในสังกัดกระทรวงการคลัง มอบให้แก่ผู้เสียภาษีที่ควรค่าแก่การยกย่อง ในปี 2554 ซึ่ง ดร. สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า "การมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ครบเงื่อนไขเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวถือเป็นผู้ที่มีมาตราฐานความรับผิดชอบทางภาษีสูง เป็นแบบอย่างแห่งการยึดมั่นในความถูกต้อง ความทุ่มเท และเสียสละโดยการให้ ต่อสังคมและรับ เงินภาษีที่มีส่วนในการพัฒนาบ้านเมืองผ่านกลไกลงบประมาณที่ใช้จ่ายในด้านต่างๆ ของรัฐบาล ถือเป็นความมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ต่อสังคมและประเทศชาติที่สำคัญ สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการยกย่อง ชื่นชม และประกาศเกียรติคุณบุคคลเหล่านี้ไว้ ให้เป็นแบบอย่างที่ดีสืบไป" โดยมีบุคคลธรรมดาได้รับรางวัล "รัษฎากรพิพัฒน์" จำนวน 11 ราย และนิติบุคคลได้รับจำนวน 109 ราย นับว่าเป็นเกียรติประวัติ และความภาคภูมิใจ ของพวกเราในบริษัท ที.เจ.ซี.เคมี จำกัด ทุกคน

       ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีว่า ขอแสดงความยินดีแก่ผู้ที่ได้รับรางวัล และขอให้บริษัทที่ได้รับรางวัลเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย และการเสียภาษีที่ถูกต้อง ซึ่งเงินภาษีอากรนั้นจะเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า และยังช่วยในเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งการเก็บภาษีอากรที่มากขึ้น ก็หมายถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การจ้างงานของคนไทยที่มากขึ้น ตรงนี้จะทำให้ประเทศเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และเงินรายได้จากการเสียภาษีอากรทุกบาททุกสตางค์ ภาครัฐจะนำเงินมาใช้ในการลงทุน พัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ พัฒนาชีวิต และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความจำเป็นที่ต้องนำเม็ดเงินให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า และเป็นธรรม
       
       น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ปีนี้การใช้จ่ายงบประมาณมีจำนวนมากที่เราจะต้องไปพัฒนาในหลายเรื่อง ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายโครงสร้างภาษีอากรที่จะทำให้ภาคเอกชนแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2555 และในปี 2556 จะปรับลดเหลือร้อยละ 20 เพื่อลดค่าใช้จ่ายในภาคเอกชน มีศักยภาพการแข่งขัน โดยหวังให้นำเงินส่วนต่างจากการปรับลดภาษีไปจ้างงานมากขึ้น เพื่อส่งผลที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศไทยต่อไป